St. Peter’s Basilica 1 ใน 4 ของมหาวิหารหลักในเมืองโรม แห่งนครรัฐวาติกัน

PeterS Basilica White

St. Peter’s Basilica หรือชาวอิตาลีจะรู้จักกันในชื่อ Basilica di San Pietro in Vaticano เป็นมหาวิหารเอกซึ่งเป็น 1 ใน 4 แห่งในกรุงโรม แห่งนครรัฐวาติกัน และอีก 3 มหาวิหาร ได้แก่ Basilica of St. John Lateran , St. Mary Major และ Basilica of St Paul Outside the Walls

ประวัติความเป็นมาของ St. Peter’s Basilica

St. Peter’s Basilica เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความสำคัญที่สุด แห่งนครรัฐวาติกัน โดยได้ทำการสร้างทับวิหารเดิมในชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารแห่งนี้มีความสูงเป็นสง่าสามารถมองเห็นได้แต่ไกลตั้งแต่ในตัวเมืองโรมเลยทีเดียว St. Peter’s Basilica ตั้งอยู่ในเนื้อที 2.3 เฮกตาร์ จุคนได้มากกว่า 60,000 คน จัดเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ส่วนสถานที่ตั้งโบสถ์แห่งนี้ มีความเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของนักบุญ St. Peter ซึ่งเป็นหนึ่งในอัครทูตของพระเยซู คริสตจักรถือว่านักบุญ St. Peter เป็นบิชอปองค์แรกของ Antioch ต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม เนื่องจากนิกายโรมันคาทอลิกเชื่อกันว่าร่างของ St. Peter ถูกฝังไว้ ณ โบสถ์แห่งนี้

มหาวิหารซึ่งยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ เริ่มสร้าง ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1506 บนโบสถ์แบบ Constantine และสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1626 เดิมทีนั้นมหาวิหารนักบุญ St. Peter ไม่ได้เป็นสถานที่ สำหรับใช้ในการประจำตำแหน่งของพระสันตะปาปา เหมือนปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังถือกันว่าเป็นโบสถ์อันมีความสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ในการทำพิธีต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์พระสันตะปาปา ก็จะมาทำกันที่ St. Peter’s Basilica นอกจากนี้ก็ยังมีการธรรมาสน์นักบุญ St. Peter ซึ่งชื่อกันว่าเป็นบัลลังก์ของนักบุญ St. Peter เอง เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นสันตะปาปา

St. Peter’s Basilica จากภาพเขียนเก่าโดย Viviano Codazzi เมื่อ ค.ศ. 1630 หอคอย 2 หอซึ่งปรากฏในภาพได้ถูกรื้อออกในภายหลัง St. Peter’s Basilica หลังเก่าเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดยมีรูปทรงแบบ Basilica แห่งสถาปัตยกรรมโรมัน แต่พอมาถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือยุค Renaissance โบสถ์แห่งนี้ก็อยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรมมากเนื่องจากพระสันตะปาปา ทรงย้ายที่พำนักไปอยู่ ณ เมือง Avignon ในประเทศฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ. 1309 – 1377 จึงทำให้เกิดการตัดสินใจสร้างมหาวิหารขึ้นมาใหม่ ก็เพราะจะได้สร้างมหาวิหารซึ่งมีความใหม่กว่าและมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมากๆ ได้อย่างสะดวก

โบสถ์แห่งนี้ตัว อาคารมีความยาว 220 เมตร , กว้าง 150 เมตร , สูง136.6 เมตร มีการใช้หินอ่อนจากโคลอสเซียม เป็นชิ้นส่วนในการสร้าง จึงจัดเป็นมรดกโลกอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้รับรองโดยองค์กร UNESCO ในประเภทประเภทมรดกโลกทางวัฒนธรรม

Related posts