หอล้างบาปในศาสนาคริสต์ รู้ไว้ไม่เสียหลาย

Baptism hall in

หอล้างบาป ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Baptistery หรืออีกชื่อหนึ่งคือ หอศีลจุ่ม จัดเป็นศาสนสถานของศาสนาคริสต์ หอล้างบาปอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ก็ได้ หรือจะเป็นอาสนวิหารเป็นของตนเองก็ได้ ในช่วงยุคแรกหอล้างบาปเป็นสถานที่สำหรับผู้จะเข้ามาศึกษาศาสนาก่อนจะรับศีลล้างบาป และเป็นที่ทำพิธีล้างบาปนั่นเอง การสร้างหอล้างบาปให้มีความสวยงามเป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของพิธีล้างบาปในศาสนาคริสต์ โดยหอล้างบาปแห่งแรกเป็นหอล้างบาปทรงแปดเหลี่ยมของ นักบุญ ยอห์น ลาเตรัน ซึ่งกลายมาเป็นแม่แบบของหอล้างบาปที่สร้างต่อๆ กันมา แต่บางครั้งก็มีทรงสิบสองเหลี่ยม หรือทรงกลม ให้เห็นบ้าง หอล้างบาปของมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรันเป็นหอล้างบาปอันเก่าเก่าแก่ที่สุดที่ยังเปิดใช้อยู่ โดยตรงกลางหอเป็นอ่างล้างบาปทรงแปดเหลี่ยมประดับด้วยหิน Porphyry สีม่วงแดง หัวเสาทำมาจากหินอ่อนและการตกแต่งเป็นแบบคลาสสิกของกรีกโรมัน ในบริเวณโถงทางเข้าใช้สำหรับศึกษาคำสอนและสารภาพความศรัทธาก่อนจะทำการรับศีลล้างบาป ผู้รับศีลจะลงไปใต้น้ำสามหน โดยเป็นบันไดสามขั้นลงไป ด้านบนเหนืออ่างจะมีนกพิราบสีทองหรือสีเงินห้อยอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ส่วนจิตรกรรมฝาผนังมักจะเป็นเรื่องราวชีวิตของนักบุญยอห์น อ่างล้างบาปในช่วงแรกมักทำด้วยหิน แต่ต่อมาก็มีการเปลี่ยนมาใช้โลหะบ้าง หอล้างบาปเริ่มขึ้นในสมัยมีผู้เข้าศาสนาเป็นผู้ใหญ่จำนวนมาก โดยต้องรับศีลล้างบาปก่อนเป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างเต็มตัว และมีกฎบังคับว่าต้องเป็นการดำลงไปใต้น้ำไม่ใช่แค่การพรมน้ำอย่างสมัยหลัง ด้วยเหตุนี้หอล้างบาปจึงมักสร้างติดกับมหาวิหารซึ่งเป็นโบสถ์ของบิชอป หอล้างบาปสร้างกันภายหลังสมัย Constantin ซึ่งได้ประกาศว่าเป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของจักรวรรดิโรมัน มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 ต่อมาจำนวนเด็กเข้ารับการล้างบาปมีเพิ่มขึ้น แต่การสร้างหอล้างบาปกลับน้อยลง หอล้างบาปเดิมก็มีขนาดใหญ่มากสามารถใช้เป็นที่ประชุมสังคายนาได้เลย นอกจากนั้นการทำพิธีศีลล้างบาปหมู่ก็ทำแค่สามครั้งต่อปีเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่าในแต่ละครั้งก็จะมีผู้เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ภายหลังการเปลี่ยนจากการดำน้ำลงไปทั้งตัวมาเป็นการพรมน้ำทำให้การใช้พื้นที่ของหอล้างบาปขนาดใหญ่นั้นลดน้อยลง แต่ในปัจจุบันนี้ก็มีการทำแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง เช่น ในเมือง ฟลอเรนซ์ และเมืองปีซา เป็นต้น

Read More

มาทำความรู้จักเบื้องต้นเกี่ยวกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์กันเถอะ

ศาสนาคริสต์ มีโบสถ์เป็นศาสนสถานใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ โบสถ์ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Church สร้างขึ้นเพื่อนมัสการต่อพระเจ้า คำว่าโบสถ์ ยังหมายความว่า บ้านของพระเจ้า อีกด้วย นั่นคือ บ้านที่มีไว้เพื่อให้เหล่าคริสตชน ได้มาชุมนุมพร้อมกับประกอบพิธีกรรมนมัสการพระเจ้า ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญอย่างหนึ่งของศาสนาคริสต์ ส่วนต่างๆของโบสถ์ โบสถ์ มาจากคำว่า ekklesia ซึ่งเป็นภาษากรีก ความหมายคือ ผู้ได้รับเรียกให้รวมตัวกัน ซึ่งขยายความได้ว่า โบสถ์เป็นสถานที่ให้การต้อนรับสำหรับผู้มาชุมนุม นั่นเอง ส่วนต่างๆของโบสถ์มี ดังนี้ ลานหน้าโบสถ์ ลานหน้าโบสถ์จัดเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง เพราะลานนี้เป็นด่านแรก อันแสดงออกถึงการต้อนรับ เพราะฉะนั้นการออกแบบ ลานหน้าโบสถ์จึงมักมีเสาตั้งเรียงรายรองรับซุ้มโค้งรอบด้าน หรือแบบอื่นๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน ในบางครั้งก็ใช้ลานนี้ประกอบพิธีกรรมต่างๆด้วย ระเบียงทางเข้าสู่โบสถ์และประตูโบสถ์ ก่อนจะเดินเข้าสู่ภายในโบสถ์ จะต้องเดินผ่านระเบียงทางเข้าที่เรียกว่า Atrium หรือ Nathex เสียก่อนถึงจะเจอประตูทางเข้า ซึ่งระเบียงนี้ คือ บริเวณให้การต้อนรับผู้มาร่วมพิธีซึ่งเปรียบเหมือน มารดากำลังต้อนรับลูกๆ ของพวกเธอ ส่วนประตูทางเข้าโบสถ์ก็เปรียบได้ดั่ง พระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นประตูของบรรดาแกะทั้งหลาย หอระฆัง และระฆังโบสถ์ สำหรับใช้สอยในพิธีกรรมต่างๆ รูปพระ เช่น พระรูปของพระคริสตเจ้า พระแม่มารี นักบุญต่างๆ รูปเหล่านี้ต้องจัดวางในลักษณะไม่ทำให้เหล่าคริสตชน วอกแวกไปจากการประกอบพิธีที่กำลังดำเนินอยู่ และไม่ควรมีเยอะเกินไป นอกจากนี้จะต้องไม่มีรูปนักบุญองค์เดียวกันมากกว่าหนึ่งรูป รวมทั้งต้องมีขนาดเหมาะสมด้วย อ่างน้ำเสก เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงศีลล้างบาปที่เหล่าคริสตชนได้รับ จึงต้องตั้งไว้ตรงทางเข้าโบสถ์ให้เห็นได้ชัดๆ ­รูปสิบสี่ภาค ให้ประดิษฐานไว้ในโบสถ์ หรือสถานที่เหมาะสม เครื่องเรือนศักดิ์สิทธิ์ การประกอบพิธีกรรมของศาสนาคริสต์ ใช้อุปกรณ์หลายอย่างทั้งอุปกรณ์แบบถาวรและแบบเคลื่อนย้ายได้ มีทั้งเครื่องเรือนหรือภาชนะ เราเรียกอุปกรณ์เหล่านี้ว่า เครื่องเรือนศักดิ์สิทธิ์ โดยอุปกรณ์เหล่านี้มีไว้ใช้สอยในระหว่างการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยนั้นมีหลายนิกายด้วยกัน แต่ละนิกายก็แตกต่างกัน นิกายที่นับถือกันมากมีอยู่ 2 นิกาย คือ นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสเเตนต์ ในนิกายโรมันคาทอลิคจะเรียกศาสนสถานของตนเองว่า โบสถ์ เช่น โบสถ์พระแม่มารี ตกแต่งด้วย สถาปัตยกรรมยุโรป ประดับด้วยรูปปั้นต่างๆ…

Read More

หลักธรรมในศาสนาคริสต์ ที่ต้องอ่านเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ล่ะศาสนานั้นก็มีหลักธรรมคำสั่งสอนแตกต่างกัน วันนี้เราจะมาศึกษาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์ว่าหลักธรรมใดบ้าง ที่สามารถมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย หลักตรีเอกานุภาพ หลักธรรมในข้อนี้สอนว่าให้นับถือในพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระเจ้าองค์นั้นก็คือพระยะโฮวา หรือเรียกอีกชื่อว่า พระยาเวห์ แต่พระเจ้าได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 พระบุคคล ได้แก่ พระบิดา เป็นผู้สร้างโลก ผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ สถานะของพระองค์มีความเป็นนิรันดร์ พระบุตร หรือ พระเยซู ผู้ถูกส่งให้ลงมาเกิดยังโลกมนุษย์เพื่อเผยแผ่คำสอนของพระเจ้าให้แก่มนุษย์โลก พระจิต  คือ พระเจ้าผู้ทรงสถิตย์อยู่ภายในจิตใจของชาวคริสต์ทุกคน ซึ่งคอยเตือนสติให้กระทำแต่ความดี หลักบัญญัติ 10 ประการ เป็นหลักธรรมที่ได้รับความนิยม และ ยึดถือนำไปปฏิบัติมากที่สุด เพราะเป็นหลักธรรมอันเข้าใจได้ง่าย สามารถนำไปใช้ได้จริง มีทั้งหมด 10 ประการ ดังนี้ นับถือพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว อย่าเอ่ยพระนามของพระเจ้าโดยไม่จำเป็น วันพระเจ้าให้จำว่าเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ให้ความเคารพนับถือบิดา-มารดา ห้ามฆ่ามนุษย์ ห้ามผิดประเวณีกับผู้อื่น ห้ามลักขโมย ห้ามพูดร้าย หรือนินทาผู้อื่นด้วยความอันเป็นเท็จ อย่ามีความคิดในทางไม่ดี อย่ามีความโลภให้ตัวเอง หลักความรัก จงรักผู้อื่นเหมือนกับรักตนเอง ปรารถนาที่จะเห็นผู้อื่นมีความสุข มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น รู้จักการให้อภัยซึ่งกัน  และยินดีอย่างสุดหัวใจเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี หลักความรักในศาสนาคริสต์แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 1.ความรักของมนุษย์ กับพระเจ้า เปรียบได้ดังเช่นความรักของ พ่อ กับ ลูก 2.ความรักของมนุษย์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกัน พระเยซูสอนให้รักเพื่อนบ้าน หรือก็คือ รักมนุษย์ทั้งโลก เรียนรู้ที่จะรักศัตรู รู้จักการให้อภัยและเสียสละ หลักบาปกำเนิด หลักการนี้สามารถสรุปได้สั้นๆว่า แม้มนุษย์จะสร้างบาปแค่ไหนแต่พระผู้เป็นเจ้าทรงอภัยให้เสมอๆ โดยการส่งพระเยซูลงมาเพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย เพราะจิตใจของมนุษย์ยังมีความเข้มแข็งไม่มากพอจึงจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า คนเราจะดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขนั้น ต้องมีหลักธรรมยึดเหนี่ยวภายในใจ ซึ่งหลักธรรมนั้นต้องสอนให้คนเป็นคนดี รู้จักมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์แม้แต่สรรพสัตว์เองก็เช่นเดียวกัน หลักธรรมของศาสนาคริสต์ที่กล่าวมาดังข้างต้นนั้นเข้าใจได้ง่าย และ สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

Read More